คลังเก็บรายเดือน: กันยายน 2018

สูตรมาส์กหน้าด้วยนมแพะ เพื่อผิวสวยใส

สาวๆ ตะวันออกกลางจำนวนไม่น้อย ที่แม้อายุจะมากขึ้น แต่ก็ยังดูอ่อนกว่าวัยอยู่

นั่นก็เพราะว่าคุณสาวๆ เหล่านั้น มีสูตรเด็ดเคล็ดลับในการคงความอ่อนเยาว์เอาไว้ ซึ่งถูกถ่ายทอดกันมาจากรุ่นสู่รุ่น

และสูตรเด็ดที่ว่านั้นก็คือ “นมแพะ” นั่นเองค่ะ

นมแพะมีอะไรดี?

นมแพะนั้น อุดมไปด้วยกรดแลคติก

ที่ช่วยในการผลัดเซลล์ผิวเก่า เพื่อเผยผิวใหม่

และขึ้นชื่อในเรื่องของการทำให้ดูอ่อนเยาว์ ทั้งยังมีกรดไขมันที่จำเป็น

ซึ่งช่วยบำรุงผิวให้สดใส ช่วยต้านและลดการอักเสบของผิวหนัง

นอกจากนี้ ยังมีวิตามิน และแร่ธาตุสำคัญ

เช่น วิตามินเอ ที่มีฤทธิ์เป็นสารต้านอนุมูลอิสระ

ช่วยซ่อมแซมฟื้นฟูผิวเสียจากแสงแดด และช่วยในการป้องกันสิวได้อีกด้วย

การใช้นมแพะกับนมวัว ต่างกันตรงไหน?

คำตอบก็คือ ในนมแพะมีค่า PH ที่เหมาะสมกับผิวของคนเรามากกว่า

จึงทำให้ผิวสามารถรับการซึมซับและการบำรุงจากนมแพะ ได้ง่ายกว่านมวัวนั่นเอง

และสำหรับวิธีการใช้นมแพะในการมาส์กหน้าหรือพอกหน้านั้น

วันนี้ เรามีสูตรแบบทำได้ง่ายๆ มาฝากค่ะ

การมาส์กหน้าด้วยนมแพะ

สิ่งที่ต้องเตรียม

นมแพะ ปริมาณ 1/3 ถ้วย

แอปเปิ้ลเขียว 1 ผล

วิธีทำมาสก์หน้านมแพะ

นำแอปเปิ้ลไปล้างให้สะอาด และปอกเปลือกออก แล้วทำการหั่นเป็นชิ้นเล็กๆ

นำไปใส่เครื่องปั่น โดยปั่นผสมกับนมแพะที่เตรียมไว้ จนเข้ากัน ก็จะได้เป็นส่วนผสมข้นๆ

นำมาพอกหน้าหรือมาส์กหน้า รวมทั้งให้ทาลงไปที่บริเวณคอด้วย

แล้วทิ้งไว้ประมาณครึ่งชั่วโมง ค่อยล้างออกด้วยน้ำสะอาด

จัดการบำรุงผิวด้วยครีมทาหน้าตามขั้นตอนปกติ เพียงแค่นี้ก็เสร็จเรียบร้อยแล้วค่ะ

การที่เพิ่มแอปเปิ้ลลงไปด้วยนั้น

เนื่องจากแอปเปิ้ลมีสารต้านอนุมูลอิสระสูง ช่วยบำรุงผิว ลดริ้วรอย

ลดรอยด่างดำ และให้ความชุ่มชื้นแก่ผิวให้เพิ่มมากขึ้นด้วยนั่นเอง

สูตรนี้ สามารถทำได้สัปดาห์ละ 2-3 ครั้ง แม้คนที่มีผิวมันก็ทำได้ ไม่มีปัญหาค่ะ

และสำหรับใครที่ทำออกมาแล้ว

ส่วนผสมที่ออกมาเหลวเกินไป ทำให้แปะหน้าไม่อยู่

อยากหาอะไรทำให้ข้นขึ้น ก็อาจเติมโยเกิร์ตรสธรรมชาติลงไปเล็กน้อยด้วยก็ได้

ส่วนใครที่สงสัยว่า ถ้าไม่มีแอปเปิ้ลเขียว จะแอปเปิ้ลแดงได้มั้ย

คำตอบคือ ได้ค่ะ

คำถามสุดท้ายคือ ถ้าไม่มี “นมแพะ” ล่ะ จะใช้นมวัวแทนได้มั้ย (หาง่ายกว่าเยอะ)

คำตอบก็คือ ได้เช่นกันค่ะ แต่ว่านมแพะจะให้ผลดีกว่า

สูตรแก้ปากดำ แบบธรรมชาติ

สำหรับสาวๆ หรือหนุ่มๆ ที่มีปัญหาริมฝีปากดำคล้ำ รวมไปถึงมีรอยแห้งแตก ลอก เป็นขุย มีร่อยเหี่ยวย่น

ดูไม่สวย ไม่อิ่มเอิบเอาเสียเลย และกำลังมองหาสูตรแก้ริมฝีปากดำคล้ำ ทำให้ปากดูชมพูขึ้น ด้วยวิธีธรรมชาติๆ

วันนี้ เรามีสูตรแก้ปากดำ ทำให้ปากดูสว่างขึ้น ช่วยทำให้ปากอมชมพู

พร้อมๆ กับการบำรุงปากให้ชุ่มชื้น ดูสุขภาพดี ด้วยผักผลไม้สีแดง 3 อย่าง ที่ขึ้นชื่อในเรื่องการบำรุงผิวให้สวยขึ้น ใสขึ้น มาฝากค่ะ

สูตรแก้ปากดำด้วยผลไม้ 3 ชนิด

สูตรแก้ปากดำ และบำรุงปากนุ่มสวย ด้วยสตรอเบอร์รี่

สูตรนี้ นอกจากจะเหมาะสำหรับใคร ที่อยากให้ปากหายดำคล้ำแล้ว ยังเหมาะกับคนที่ริมฝีปาก มีรอยเหี่ยวย่นมากผิดปรกติด้วยค่ะ

เพราะสตรอเบอร์รี่ อุดมไปด้วยแร่ธาตุสำคัญๆ และสารต้านอนุมูลอิสระ จึงช่วยป้องกันการเสื่อมของผิว ฟื้นฟูผิวที่ถูกทำลายโดยแสงแดด สามารถช่วยลดรอยด่างดำ และทำให้ผิวดูสว่างขึ้น
สำหรับวิธีการใช้นั้น

ก็เพียงแค่นำผลสตรอเบอร์รี่มาบดๆ ผสมกับเบกกิ้งโซดา ให้กลายเป็นเนื้อเหนียวข้น แล้วนำไปทาปากในช่วงกลางคืนก่อนนอน

ทิ้งไว้อย่างนั้น ค่อยมาล้างออกในตอนเช้า (ถ้าใครไม่แน่ใจ หรือกังวลว่า การทาทิ้งไว้ข้ามคืน จะเป็นอะไรหรือไม่ หรือจะแพ้หรือไม่ ก็สามารถทดลองด้วยการทาทิ้งไว้ 15-20 นาทีก่อนก็ได้ค่ะ) ทำเป็นประจำ จนกระทั่งเห็นผล
หรืออีกสูตรก็คือ

ใช้วิธีการคั้นน้ำสตรอเบอร์รี่มา แล้วใช้สำลีชุบน้ำสตรอเบอร์รี่ มาแปะริมฝีปาก ทิ้งไว้ประมาณ 10-15 นาที ค่อยล้างออก ก็ได้เช่นกันค่ะ

สูตรแก้ปากดำ และเพิ่มความชุ่มชื้น ด้วยผลทับทิม

ผลไม้อย่างทับทิมนั้น อุดมไปด้วยสารต้านอนุมูลอิสระ (ซึ่งมีมากกว่าชาเขียว บลูเบอร์รี่ และแครนเบอร์รี่ซะอีก!) และยังมีฤทธิ์ทำให้ผิวสว่างกระจ่างใสขึ้นได้อีกด้วย

ทับทิมนั้น สามารถช่วยในเรื่องปัญหาริมฝีปากแห้ง (ซึ่งเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้ปากดำ) โดยจะเพิ่มความชุ่มชื้นให้ริมฝีปากของเรา

และยังมีกรดพิวนิซิค และกรดไขมันโอเมกา 3 ที่ช่วยป้องกันการสูญเสียน้ำของผิวได้เป็นอย่างดีด้วย
วิธีการนำมาใช้คือ

นำเมล็ดทับทิมมาบดๆ แล้วผสมให้เข้ากันกับน้ำมันมะพร้าว (หรือน้ำมันมะกอกก็ได้)

จากนั้น ให้นำมาทาริมฝีปาก ทิ้งไว้สักครู่ แล้วทำการสครับปาก ด้วยการใช้นิ้วถูส่วนผสมกับริมฝีปากเบาๆ แล้วล้างออก
อีกวิธีหนึ่งก็คือ

ให้ผสมน้ำทับทิม กับน้ำบีทรูท และน้ำแครอทในปริมาณเท่าๆ กัน แล้วใช้สำลีชุบน้ำที่ผสมได้ มาแปะไว้ที่ริมฝีปาก

ทิ้งไว้ประมาณ 15 นาที แล้วล้างออก ทำเป็นประจำทุกวัน จะช่วยทำให้ริมฝีปาก ค่อยๆ หายจากอาการคล้ำได้ค่ะ

สูตรแก้ปากดำ ทำให้ปากดูอมชมพู ด้วยบีทรูท

บีทรูท เป็นพืชอีกชนิดหนึ่ง ที่อุดมไปด้วยวิตามินเอ แคโรทีน สารต้านอนุมูลอิสระ และโฟเลต ที่ช่วยกระตุ้นการซ่อมแซมของเซลล์ต่างๆ ในร่างกาย ทั้งยังสามารถช่วยให้ริมฝีปากดูอมชมพูขึ้นได้อีกด้วย
วิธีการใช้แบบง่ายๆ เลยก็คือ

คั้นน้ำบีทรูท แล้วนำมาทาริมฝีปากก่อนนอน แล้วทิ้งไว้ข้ามคืน ค่อยมาล้างออกในตอนเช้า ให้ทำเป็นประจำทุกคืน
อีกวิธีหนึ่งก็คือ

ให้ผสมน้ำบีทรูท กับน้ำสับปะรด และน้ำมันมะพร้าว ให้เข้ากัน ก่อนที่จะนำไปทาริมปาก ทิ้งไว้ 15 นาที แล้วล้างออก

น้ำสับปะรดนั้น จะช่วยผลัดเซลล์ผิวเก่าที่ตายแล้วออกไป และน้ำมันมะพร้าว ก็จะช่วยเพิ่มความชุ่มชื้น และบำรุงริมฝีปากให้อีกชั้นหนึ่ง

เป็นยังไงบ้างคะ กับสูตรแก้ปากดำ และช่วยบำรุงปากให้ดูดีขึ้น

ด้วยผลไม้สีแดง ที่อุดมไปด้วยสารบำรุงผิว ซึ่งทำได้ไม่ยากเลย

เพียงแต่อาจจะต้องขยัน และใช้เวลาอยู่สักหน่อย แต่รับรองว่าปลอดภัย

การดูแลเสื้อผ้าที่เป็นผ้าลูกไม้

สำหรับใครที่ต้องการดูแลรักษาเสื้อผ้าตัวโปรดให้ดูใหม่ และคงสภาพดีไว้ไปเป็นเวลานานๆ นั้น

การทำความสะอาดเสื้อผ้าที่ถูกต้อง ก็เป็นขั้นตอนที่อาจจะเรียกได้ว่ามีความสำคัญที่สุดเลยก็ว่าได้

เพราะเนื้อผ้าแต่ละชนิดนั้น มีความแตกต่างกัน และต้องอาศัยการทำความสะอาดที่ถูกวิธี รวมไปถึงการเก็บรักษาอย่างเหมาะสมด้วย

โดยเฉพาะกับ “ผ้าลูกไม้” ที่ละเอียดอ่อน และบอบบางนั้น ก็ดูเหมือนจะยิ่งต้องดูแล และให้ความเอาใจใส่ ในขั้นตอนการซักทำความสะอาด มากขึ้นเป็นพิเศษอีก

การซักผ้าลูกไม้ มีวิธีการดังนี้ค่ะ

ตรวจดูก่อนว่า เสื้อผ้านั้นจะต้องซักแบบใด สามารถซักด้วยเครื่องได้หรือไม่ หรือว่าจะต้องซักมือเพียงอย่างเดียวเท่านั้น

หากมีการระบุไว้ว่าควรจะซักมือ ก็ต้องซักด้วยมือเท่านั้น เพื่อไม่ให้เนื้อผ้าเสียหาย ซึ่งส่วนใหญ่แล้ว การซักด้วยมือ จะช่วยถนอมเนื้อผ้าได้ดีกว่ามาก

หากสามารถซักด้วยเครื่องได้ ก็ควรใส่ไว้ในถุงตาข่ายสำหรับซักผ้า ก่อนนำเข้าเครื่องซัก เพื่อช่วยในการถนอมเนื้อผ้า และควรปั่นด้วยระดับความเบาที่สุด โดยใช้น้ำอุ่นในการซัก

หากผ้ามีคราบเหลืองฝังตัวอยู่ ก็ให้นำน้ำส้มสายชู 4-5 ช้อนโต๊ะ เทลงไปซักร่วมกับผงซักฟอก

หรือถ้าจะให้ดี ก็ให้นำผ้ามาแช่ในน้ำผสมกับน้ำส้มสายชู หรือน้ำยาซักผ้า ประมาณ 30 นาที ก่อนที่จะนำไปซักก็ได้

เทน้ำยาปรับผ้านุ่มลงไป เป็นขั้นตอนสุดท้าย

เมื่อซักเสร็จเรียบร้อยแล้ว ก็นำผ้ามาบิดให้หมาดๆ แล้วใส่ไม้แขวน

นำไปตากเอาไว้ในที่ร่ม ไม่ควรตากไว้กลางแดดจัดๆ และควรหลีกเลี่ยงการนำไปปั่นแห้ง หรือการอบผ้าด้วยค่ะ

วิธีการดูแลรักษาผ้าลูกไม้

วิธีการรีดเสื้อผ้าที่เป็นผ้าลูกไม้นั้น ควรนำเสื้อผ้าลูกไม้มารีด โดยใช้ไฟอ่อนที่สุด

และใช้ผ้าขนหนูสะอาดๆ มาวางไว้ด้านบนของเสื้อผ้า ก่อนที่จะทำการรีด เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดรอยย่น หรือรอยไหม้

หากไม่สะดวก หรือไม่แน่ใจว่า จะซักหรือรีดผ้าลูกไม้ได้อย่างถูกต้องหรือไม่ ก็ควรส่งให้ร้านที่มีประสบการณ์ เป็นคนจัดการแทนนะคะ

การดูแลทำความสะอาด และรักษาเสื้อผ้าลูกไม้แบบนี้

ก็จะช่วยทำให้เสื้อผ้าลูกไม้สวยๆ ของคุณ สามารถใช้งาน

และสวมใส่ไปได้อีกเป็นเวลายาวนานขึ้นอย่างแน่นอน

วิธีสระผมให้หอม

คงไม่มีใครปฏิเสธได้ว่า เสน่ห์อีกอย่างหนึ่งของคนเรา ไม่ได้มีเพียงแค่รูปร่าง และหน้าตาภายนอกเท่านั้น

เรื่องของกลิ่นหอมที่ออกมาจากร่างกาย ก็สามารถช่วยเพิ่มเสน่ห์ได้เช่นเดียวกัน ไม่ว่าจะเป็นกลิ่นจากผิวกาย หรือรวมไปถึงกลิ่นหอมของเส้นผมด้วย

อย่างเรื่องความหอมของเส้นผมนั้น หลายคนอาจจะไม่ค่อยได้ให้ความสำคัญเท่าไหร่นัก ทั้งๆ ที่ก็เป็นสิ่งที่ช่วยส่งเสริมบุคลิกภาพอีกอย่างหนึ่ง

ไม่ว่าจะเป็นการเดินผ่าน เดินสวนกันเป็นเวลาสั้นๆ หรือต้องอยู่ใกล้ชิดกับผู้อื่นเป็นเวลานานๆ

หากผมของเรามีกลิ่นหอม ก็จะทำให้คนที่อยู่ใกล้รู้สึกดี ประทับใจ และทำให้เราดูดีขึ้นได้มากเลยทีเดียว

แต่โดยปกติหรือส่วนใหญ่แล้ว ผมหลังจากการสระมาใหม่ๆ

ก็จะมีกลิ่นหอมอยู่ในช่วงเวลาหนึ่งอยู่ แต่อาจจะไม่ยาวนานมากนัก

วันนี้ เราจึงมีวิธีที่จะช่วยทำให้เส้นผมหอมไปได้ทั้งวัน หรือหอมได้ยาวนานขึ้นมาฝากกันค่ะ

ซึ่งการที่เส้นผมจะมีกลิ่นหอมได้นั้น ต้องมาจากเส้นผม และหนังศีรษะที่มีสุขภาพดีเป็นพื้นฐานก่อน

ดังนั้น จึงควรต้องดูแลตัวเอง ดังนี้ค่ะ

วิธีดูแลเส้นผมและหนังศีรษะให้สุขภาพดี

สระผมอย่างถูกวิธี

คือไม่สระผมบ่อยเกินไป เพราะจะทำให้หนังศีรษะแห้ง

และเป็นรังแคได้ จึงควรสระผม 3 วันต่อครั้ง แต่อาจจะยกเว้นคนที่เล่นกีฬา

หรือออกกำลังกายเป็นประจำ ก็อาจสระวันเว้นวัน

ส่วนการเลือกยาสระผม ก็ให้เลือกที่เหมาะกับลักษณะเส้นผมของตนเอง

ควรหมักผม

ด้วยน้ำมันมะกอก หรือน้ำมันมะพร้าว เพื่อทำให้เส้นผมและหนังศีรษะแข็งแรง

โดยทำประมาณอาทิตย์ละ 1-2 ครั้ง หรือจะทำสปาผมกับอบไอน้ำให้เส้นผมก็ได้เช่นกัน

ส่วนการทำให้เส้นผมหอมนั้น

ภายหลังจากที่สระผม และเป่าไดร์จัดแต่งทรงจนเสร็จเรียบร้อยแล้ว

ให้นำน้ำหอมที่ใช้เป็นประจำ (ซึ่งก็ควรเป็นกลิ่นเดียวกับน้ำหอมที่ใช้กับร่างกาย)

ฉีดหรือเทลงบนมือ เพียงแค่ 1 หยด

จากนั้น ก็เอาเซรั่มสำหรับบำรุงผม ที่มีกลิ่นอ่อนๆ หรือไม่มีกลิ่นได้เลยก็ยิ่งดี

ใส่ลงไปผสมกับน้ำหอม แล้วใช้นิ้ววนเซรั่มกับน้ำหอมให้เข้ากัน

เสร็จแล้วนำไปลูบลงบนเส้นผมจนทั่ว

เพียงเท่านี้ เส้นผมของเรา ก็จะมีกลิ่นหอมยาวนานมากขึ้นอย่างแน่นอน

แถมยังทำให้เส้นผมสุขภาพดีได้อีกต่างหากด้วยค่ะ

ข้อความนี้ถูกเขียนใน ผม บน โดย

วิธีป้องกันและแก้ไขการนอนกัดฟัน

ช่วงเวลาของการนอนหลับนั้น ควรจะเป็นช่วงเวลาที่ร่างกาย ได้มีโอกาสพักผ่อน

จากความเหนื่อยล้า จากการใช้ชีวิตประจำวันอย่างหนักหน่วงมาทั้งวัน

และก็คงจะไม่ใช่เรื่องที่ดี หากเวลาที่กำลังนอนหลับแบบนี้ ได้สร้างปัญหาให้กับคุณอย่างไม่รู้ตัว

แต่จะรู้ได้อย่างไรว่าตัวคุณเองนั้น นอนกัดฟันหรือไม่ เพราะอาการนี้จะเกิดขึ้นในช่วงกำลังนอนหลับอยู่

คำตอบก็คือ อาการแบบนี้จะรู้ได้ก็ต่อเมื่อ ตื่นเช้าขึ้นมา แล้วเกิดอาการปวดที่บริเวณกราม หรือกล้ามเนื้อขากรรไกร

บางคนก็อาจจะอาการปวดหัวร่วมด้วย หรือไม่ก็อาจจะรู้ได้ จากคนที่นอนอยู่ใกล้ๆ บอก

เนื่องจากเวลานอนกัดฟัน บางคนอาจจะมีเสียงดัง ยกเว้นบางคน ที่ลักษณะของการกัดฟัน จะเป็นการขบเอาไว้เท่านั้น

ผลเสียของการนอนกัดฟัน

แน่นอนว่าปัญหานอนกัดฟัน ไม่ใช่เรื่องปรกติ โดยผลเสียของการนอนกัดฟันนั้น มีดังต่อไปนี้ค่ะ

ทำให้ฟันสึกลงไปเรื่อยๆ และหากมีความรุนแรงมากๆ ก็จะสมสม จนทำให้ฟันเกิดการบิ่น หรือกระทั่งแตกได้

ส่งผลเสียในเรื่องของเนื้อเยื่อในบริเวณเหงือก

อาจทำให้เกิดโรคขากรรไกรอักเสบ

สร้างความรำคาญให้กับผู้ที่นอนด้วย

สาเหตุของการนอนกัดฟัน

จริงๆแล้ว ยังไม่มีข้อสรุปที่ชัดเจน ว่าเกิดมาจากสาเหตุใด แต่ก็อาจจะเป็นไปได้ว่า มาจากปัจจัยต่างๆ ดังต่อไปนี้

สภาพความผิดปรกติของฟัน โดยมักจะเกิดจากปัญหาการสบฟันที่ผิดปรกติ เช่น ผู้ที่ใส่ฟันปลอม หรือการอุดฟัน เมื่อฟันเกิดความไม่สม่ำเสมอ จึงทำให้ร่างกายแสดงออก ด้วยการพยายามทำให้เกิดความสม่ำเสมอ ในช่องปากโดยไม่รู้ตัว

ความเครียด โดยเฉพาะผู้ที่มีความเครียดสะสม จากการทำงานมากๆ ในแต่ละวัน

อาหารที่รับประทาน โดยเฉพาะเครื่องดื่มที่เป็นแอลกอฮอล์ทั้งหลาย

วิธีการรักษาอาการนอนกัดฟัน

ในปัจจุบันนี้ มีวิธีการแก้ไขปัญหา อยู่หลายแบบด้วยกัน เช่น

หากเป็นปัญหาจากความผิดปรกติในช่องปาก ก็ควรพบทันตแพทย์ เพื่อแก้ไขการสบฟันในช่องปาก ให้เป็นปกติ

ใส่เฝือกสบฟันพลาสติก เพื่อช่วยลดแรงกระแทกจากการกัดฟัน

ใช้ยาเพื่อช่วยทำให้กล้ามเนื้อเกิดการคลายตัว

พยายามลดความเครียดจากการทำงาน ด้วยการหาเวลาพักผ่อน ด้วยการทำงานอดิเรก หรือจะนั่งสมาธิ เพื่อทำให้จิตใจเกิดความผ่อนคลายลงก็ได้

ดังนั้น เมื่อเริ่มรู้ตัวแล้วว่า ตัวคุณเองมีปัญหาเรื่องของการนอนกัดฟัน ก็ไม่ควรนิ่งเฉย หรือปล่อยไว้ ทำเหมือนว่าไม่เป็นอะไร

เพราะการที่ปล่อยทิ้งเอาไว้นานๆ อาจจะกลายมาเป็นปัญหาใหญ่ในภายหลัง อย่างที่ได้บอกมาแล้วข้างต้นนั่นเองค่ะ

ซุปฟักทองกับการลดน้ำหนัก

อาหารถือได้ว่าเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุด ในการลดน้ำหนักหรือลดความอ้วน เพราะนี่คือปัจจัยอันดับหนึ่ง ที่จะชี้วัดได้ว่า การลดน้ำหนักจะประสบความสำเร็จหรือว่าล้มเหลว

เพราะหากรับประทานอาหารได้เหมาะสม ทั้งคุณภาพ และปริมาณ ก็จะช่วยให้ลดน้ำหนักได้ง่ายขึ้นมากเลยทีเดียว

จึงไม่น่าแปลกใจว่า ทำเมนูสุขภาพหลายๆชนิด กลายเป็นสิ่งที่คนลดน้ำหนักจะนึกถึงเป็นอันดับแรก โดยเฉพาะอาหารที่ผ่านการปรุงโดยไม่ใช้น้ำมัน เช่น ต้ม นึ่ง ตุ๋น เป็นต้น

เมนูหนึ่งที่ก็ถือได้ว่าเป็นเมนูเพื่อการลดน้ำหนัก

และเป็นอาหารเพื่อสุขภาพอย่างแท้จริง นั่นก็คือ “ซุปฟักทอง” นั้น

นอกจากจะมีไขมันจะน้อยแล้ว ยังมีสารอาหารที่ดีกับร่างกายเป็นอย่างมากอีกด้วย

เพราะสิ่งที่คนลดน้ำหนักต้องพบเจอกันบ่อยๆ ก็คือ

การที่ร่างกายเกิดภาวะขาดสารอาหารโดยไม่รู้ตัว จากการอดอาหาร

หรือการพยายามจำกัดการรับประทานอาหารลง

ซึ่งไม่ใช่เรื่องเล็กน้อยเลย เพราะจะส่งผลต่อสุขภาพในระยะยาวได้

ดังนั้น ซุปฟักทอง ก็สามารถตอบโจทย์ และแก้ปัญหานี้ได้

เพราะฟักทองนั้น มีปริมาณสารอาหาร และแร่ธาตุที่จำเป็นต่อร่างกายมากมาย

ไม่ว่าจะเป็น วิตามินซี เบต้าแคโรทีน ฟอสฟอรัส คาร์โบไฮเดรต ฯลฯ

ส่วนการรับประทานฟักทองเพื่อลดน้ำหนักนั้น มีข้อดีสำคัญคือ

เนื้อของฟักทองเป็นคาร์โบไฮเดรตเชิงซ้อน ซึ่งมีเส้นใยอาหารอยู่ในปริมาณมาก

ทำให้รู้สึกอิ่มได้เร็ว และอยู่ท้องนานขึ้น จึงดีกว่าการรับประทานข้าวขาว หรืออาหารที่ผ่านการขัดสีมาแล้ว

สำหรับการทำซุปฟักทอง หากใครอยากจะลองทำเป็นอาหาร ในบางมื้อด้วยตัวเอง ก็ทำได้ไม่ยากเลยค่ะ

วิธีทำซุปฟักทอง

วัตถุดิบ:

ฟักทอง ล้างให้สะอาด หั่นให้เป็นชิ้นเล็กๆ ประมาณ 1 ถ้วย

หอมใหญ่ ซอยเป็นชิ้นเล็กๆ ประมาณ 2-3 ช้อนโต๊ะ

นมจืด (หากเป็นนมขาดมันเนย หรือพร่องมันเนย ก็จะดีสำหรับการลดน้ำหนัก)

เนยจืด ประมาณครึ่งแก้ว

น้ำซุป อาจใช้น้ำซุปก้อนก็ได้

พริกไทย

เกลือ

ขั้นตอนการทำซุปฟักทอง

นำฟักทองที่หั่นไว้ไปนึ่งจนสุก พอสุกแล้ว ก็นำมาใส่เครื่องปั่น ปั่นให้ละเอียด

จัดการตั้งกระทะ ใส่เนย แล้วตามด้วยหอมใหญ่ลงไปผัด

แล้วเทนมสด เนยจืด กับน้ำซุปตามลงไป

เทฟักทองที่ปั่นเอาไว้ลงไปในกระทะ แล้วค่อยๆคน โดยใช้ไฟอ่อนๆ

เหยาะเกลือลงไปเล็กน้อย หรือปรุงรสตามความชอบ แล้วชิมรสชาติ

พอได้ที่แล้ว ก็ยกเทใส่ถ้วย หรือนำมาเสิร์ฟได้ทันที

โดยอาจเหยาะพริกไทยลงไปเล็กน้อย เพื่อเพิ่มความหอมก็ได้

แม้ฟักทองจะมีประโยชน์อยู่มาก แต่ถึงอย่างไรก็ตาม

ในเนื้อของฟักทอง ก็มีคาร์โบไฮเดรตเป็นส่วนประกอบ

การรับประทานก็ยังต้องจำกัดให้อยู่ในปริมาณที่เหมาะสมเช่นกัน

เพราะท้ายที่สุด หากรับประทานมากจนเกินความต้องการของร่างกาย

ก็จะสะสมและกลายเป็นไขมันส่วนเกินได้เช่นกันค่ะ